แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเสริม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเสริม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เผยเคล็ดลับ การเลือกซื้ออาหารเสริมอย่างไร? ให้ปลอดภัย

อาหารเสริมสุขภาพ

ในปัจจุบันอาหารเสริมได้เข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตของเรามากขึ้น อาจเป็นเพราะโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทุกอย่างดูเร่งรีบไปหมด การกินอาหารของเราก็ต้องกินกันอย่างรวดเร็ว กินอะไรได้ก็กินกันไปก่อนเพราะเดี๋ยวต้องไปทำโน่นนี่สารพัด ทำให้ในบางครั้งร่างกายเราขาดสารอาหารที่จำเป็นไปหรือได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน พอจะเลือกซื้ออาหารเสริมก็ไม่รู้ว่าจะซื้อกันยังไงดี ไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่เราจะใช้นั้น ปลอดภัยหรือไม่!  มีประโยชน์ช่วยเราได้จริงหรือเปล่า? หรือว่าทำไมมันแพงจัง! จะคุ้มมั๊ยน้อ ลองมาดูเคล็ดลับการเลือกซื้ออาหารเสริมแบบง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราเลือกซื้ออาหารเสริมกันได้อย่างถูกต้องไร้กังวลกันครับ


1. เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ตรงกับความต้องการของเรา หากเราต้องการกินอาหารเสริมก่อนอื่นเราก็ต้องรู้ว่าร่างกายเราขาดสารอาหารอะไร คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน หรือว่าแร่ธาตุ? ลองนั่งพิจารณาตัวเองดู วิธีง่ายก็คือลองนั่งคิดดูก็ได้ว่าวันๆหนึ่งเรากินอะไรไปบ้าง กินครบ 5 หมู่หรือยัง แล้วอาหารส่วนไหนที่เราขาดไป เราก็ค่อยซื้ออาหารเสริมในส่วนนั้นเข้ามาทดแทน
2. กินอาหารเสริมในปริมาณที่เหมาะสมกับตัวเรา เนื่องจากคนเรามีความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกัน ตามช่วงอายุ หรือตามสุขภาพร่างกายของแต่ละคน การรับสารอาหารบางชนิดมากเกินไปก็จะส่งผลเสียมากกว่าดีกับตัวเรา ดังนั้นเราควรตรวจสอบปริมาณสารอาหารที่จะรับเข้าไปว่าปริมาณเท่าไรที่เราควรจะได้รับจริงๆ และเกิดประโยชน์กับร่างกายเรามากที่สุด 

3. เลือกอาหารเสริมที่ได้รับการวิจัยและการผลิตที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากอาหารเสริมเป็นอาหารที่สกัดเอาสารอาหารที่จำเป็นจริงๆออกมา แล้วนำมาแปรรูปให้มีรูปแบบแตกต่างกันไป ทั้งแบบเม็ด แบบน้ำ แบบผง ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญหากการผลิตไม่ดี ไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจจะมีสารปนเปื้อนตามมาด้วย เช่น สารจำพวกโลหะหนัก ปรอท ตะกั่ว และที่สำคัญดูด้วยว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่เราจะซื้อได้รับการวิจัยจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ไม่ใช่ว่าอยากใส่อะไรก็ใส่มาให้เรากินอันนี้ก็คงไม่ไหวนะครับ

4. เลือกอาหารเสริมที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่น่าเชือถือ เป็นการตรวจสอบขั้นต้นที่ง่ายที่สุด เราก็ดูที่ฉลากที่มาคู่กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่ามีการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เช่น อย. (อาหย่อย ^^ ไม่ใช่นะครับ) แต่บางครั้งฉลากที่เราเห็นก็อาจจะไม่ใช่ของจริงก็ได้ ก็ให้โทรไปที่หน่วยงานนั้นเพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือเลยก็ได้ครับ อย.ของไทยเข้าดูที่เว็บไซต์นี้ได้เลยครับ http://newsser.fda.moph.go.th/newsser/2008/phone.php#26

เป็นยังไงบ้างครับกับเคล็ดลับที่ให้ไป เป็นเคล็ดลับการเลือกซื้ออาหารเสริมแบบง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองซึ่งจะช่วยให้เราเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และคุ้มค่าเงินที่เราจ่ายไปมากที่สุด แต่จะให้ดีเราควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ร่างกายเราสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุดครับ

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุคหมอยานเรศวร  http://www.facebook.com/moryanaresuan  
ติดตามเราเป็นเพื่อนทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40morya
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม http://www.moryanaresuan.com/

กินอาหารเสริม Grape Seed ขาวใสไร้รอยสิว จริงหรือ?

อาหารเสริม Grape Seed ขาวใสไร้รอยสิว

Grape Seed หรือ สารสกัดจากเมล็ดองุ่น คือ อาหารเสริมบำรุงผิวที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตัวหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องต้านอนุมูลอิสระที่ Grape Seed มีมากกว่าวิตามินอีและซี 30-50 เท่า และเรื่องผิวขาวที่เชื่อกันว่ากินแล้วช่วยให้ผิวใสและเรียบเนียนขึ้น

สรรพคุณของ Grape Seed

  • ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว เสริมความยืดหยุ่นของคอลลาเจน และอิลาสตินให้กับผิวหนัง
  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้นเหตุความเสื่อมของร่างกาย และผิวหนัง
  • ช่วยให้ผิวใสขึ้น Grape Seed ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้จุดด่างดำจางลง ผิวเรียบสม่ำเสมอขึ้น
  • ช่วยป้องกันการเหี่ยวย่นของผิวหนัง
  • ช่วยเสริมความแข็งแรงให้เส้นเลือดฝอย ป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอด ริดสีดวงทวาร
  • ช่วยลดอาการภูมิแพ้ หอบหืด
  • ช่วยลดคอเรสเตอรอล
  • ช่วยป้องกันการสูญเสียวิตามินซี และอี
  • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด

ปริมาณ Grape Seed ที่แนะนำต่อวัน

ปริมาณ Grape Seed ที่แนะนำให้กินอยู่ที่ 100-300 mg/วัน หรือประมาณ  2-4 เม็ด/วัน ขึ้นอยู่กับปริมาตรที่บรรจุอยู่ในเม็ดของแต่ละยี่ห้อ ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการกิน Grape Seed คือ หลังอาหารช่วงเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดูดซึมได้ดีที่สุด หรือถ้ากินวันละ 4 เม็ด สามารถแบ่งเป็น ช่วงเช้า 2 เม็ด เย็น 2 เม็ดได้


Grape Seed กับเรื่องสิว

ถ้าพูดถึงความโดดเด่นของ Grape Seed กับเรื่องสิว คนหนีไม่พ้นเรื่องรอยสิว จุดด่างดำจากสิว คือคนที่กิน Grape Seed ส่วนใหญ่หวังผลกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ ส่วนเรื่องลดการเกิดสิวนั้น Grape Seed ช่วยได้น้อยมาก คือถ้าดูประโยชน์ของ Grape Seed จะเห็นเลยว่า เน้นบำรุงผิวพรรณ สร้างความแข็งแรงให้ผิว ช่วยให้ผิวเรียบเนียนดูสม่ำเสมอขึ้น สรุปง่ายๆ คือ ช่วยเรื่องรอยสิวมากกว่ารักษาสิวนั่นเอง

นอกจากอาหารเสริมแล้ว มี Grape Seed อยู่ที่ไหนบ้าง

Grape Seed เป็นอาหารเสริมที่สกัดมาจากธรรมชาติ ถ้าเราไม่อยากกินอาหารเสริมเพราะรู้สึกว่ามันแพงเกินไป เราสามารถกินอาหารทั่วไปที่เรากินอยู่แล้วในชีวิตประจำวันเพิ่มเติมได้ อาหารที่มีคุณประโยชน์ใกล้เคียงกับ Grape Seed เช่น ข้าวเหนียวดำ, ถั่วดำ, ถั่วแดง, ลูกหว้า, ตะขบ, มันสีม่วง, ชมพู่, องุ่น, กะหล่ำปลีม่วง, มะเขือม่วง, บลูเบอร์รี่ แบล็คเบอรี่ เชอรี่ หรือผักผลไม้ที่มีสีม่วงนั่นเอง

สรุปแล้ว Grape Seed เป็นอาหารเสริมที่เน้นบำรุงผิวให้แข็งแรง เรียบเนียน มีสุขภาพดีมากกว่าการรักษาสิว ส่วนเรื่องรอยสิวนั้นคงวัดผลออกมายาก เป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่า บางคนกินแล้วรู้สึกว่ารอยสิวจางลง บางคนบอกกินแล้วเฉยๆไม่รู้สึกอะไร

ส่วนตัวแล้ว Grape Seed ในความคิดผมนั้น เป็นอาหารเสริมแบบกลางๆ คือ จะกินก็ได้ไม่กินก็ได้ ไม่ได้โดดเด่นเรื่องใดเป็นพิเศษ กินเพื่อบำรุงสุขภาพโดยรวมมากกว่า ใครหวังผลเรื่องรอยสิวก็คงต้องลองด้วยตัวเอง เชื่อที่คนอื่นบอกไม่ได้หรอก ผิวคนเราไม่เหมือนกัน ใครเคยกิน Grape Seed แล้วเป็นยังไง มาเล่าสู่กันฟังได้ครับ 
ที่มา :vitaminpimple

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุคหมอยานเรศวร  http://www.facebook.com/moryanaresuan  
ติดตามเราเป็นเพื่อนทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40morya
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม http://www.moryanaresuan.com/

อีฟนิ่งพริมโรส (EPO) รักษาสิวฮอร์โมน เพื่มความชุ่มชื้นให้ผิว

อีฟนิ่งพริมโรส รักษาสิวฮอร์โมน

อีฟนิ่งพริมโรส หรือที่นิยมเรียกอย่างย่อว่า EPO คือ น้ำมันที่สะกัดมาจากดอกอีฟนิ่งพริมโรส ช่วยบำรุง ป้องกัน และรักษาโรคได้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะในเรื่องฮอร์โมน และการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสถือว่าโดดเด่นมากที่เดียว

สรรพคุณอีฟนิ่งพริมโรส

  • ช่วยลดการอักเสบของร่างกาย และผิวหนัง
  • ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง ลดปัญหาผิวหน้าแห้งกร้าน เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคไขมันอุดตัน
  • ช่วยลดอาการผมร่วง ลดการเกิดรังแค
  • ลดอาการปวดท้องประจำเดือน ช่วยควบคุมความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
  • ช่วยลดความหมองคล้ำของผิว ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น
  • ช่วยป้องกันการเสื่อมของเส้นประสาทในผู้ป่วยเบาหวาน
  • ช่วยลดการอักเสบของสิว

ปริมาณอีฟนิ่งพริมโรสที่แนะนำต่อวัน

สามารถกินน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสในปริมาณ 500-1,000 mg/วัน หรือประมาณวันละ 1-2 เม็ด ควรกินพร้อมมื้ออาหาร หรือกินหลังอาหารทันทีเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ถ้ากินวันละ 2 เม็ดสามารถแบ่งเป็นมื้อเช้า 1 เม็ด มื้อเย็น 1 เม็ดได้

ผลข้างเคียง

  • อาการคลื่นไส้อาเจียน
  • อาการปวดหัว วิงเวียนศรีษะ
  • อาการแพ้ เกิดผื่นแดงขึ้น
  • อาการลมชัก


อีฟนิ่งพริมโรสกับเรื่องสิว

จริงๆแล้วน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสไม่ค่อยโดดเด่นเรื่องสิวสักเท่าไร อาจเหมาะกับคนเป็นสิวที่เกิดจากฮอร์โมนไม่สมดุลบ้าง หรือใช้แต้มสิวเพื่อลดการอักเสบบ้าง แต่มีคนเป็นสิวหลายคนที่ลองกินอีฟนิ่งพริมโรสโดยหวังว่าจะช่วยให้สิวลดลง ผลสุดท้ายกลายเป็นตรงข้าม ยิ่งกินสิวยิ่งขึ้นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะคนผิวมันกินน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสเข้าไป จะรู้สึกว่าหน้ามันกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เข็ดไปตามๆกันเลยทีเดียว

อีฟนิ่งพริมโรสกับคนผิวแห้ง

อีฟนิ่งพริมโรสเป็นน้ำมันที่เหมาะกับคนผิวแห้งอย่างมาก ช่วยป้องกันความแห้งกร้านของผิว ช่วยลดการอักเสบของผิวหนังซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบางชนิด เช่น โรคผื่นคัน , เรื้อนกวาง , โรซาเซีย คนผิวแห้งหรือคนที่ชอบมีปัญหาปวดท้องก่อนมีประจำเดือน ลองกินน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสดูครับ ช่วยได้จริงๆ

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสอาจไม่ใช่พระเอกขี่ม้าขาวที่เข้ามาช่วยคนเป็นสิว แต่ก็ไม่ขนาดถึงกับเป็นเป็นปีศาจที่เข้ามาทำร้ายคนเป็นสิว เพียงแต่อยากให้คนเป็นสิวลองพิจารณาก่อนกินสักหน่อย ว่าเหมาะกับตัวเองหรือไม่

โดยรวมแล้วอีฟนิ่งพริมโรสนั้น เป็นอาหารเสริมช่วยบำรุงผิวที่น่าสนใจตัวหนึ่ง ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีสุขภาพดี โดยเฉพาะคนผิวแห้งที่ต้องการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นขึ้น นอกจากการให้ความสำคัญกับครีมหรือมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ทาแล้ว น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ไม่ควรมองข้ามครับ

ที่มา :
vitaminpimple

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุคหมอยานเรศวร  http://www.facebook.com/moryanaresuan  
ติดตามเราเป็นเพื่อนทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40morya
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม http://www.moryanaresuan.com/

กินซิงค์(ZINC) รักษาสิว อาหารเสริมสำหรับคนเป็นสิว?

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ zincomin

ซิงค์(Zinc) 
คือ แร่ธาตุสังกะสี มีสัญลักษณ์ทางเคมีในตารางธาตุคือ Zn เป็นแร่ธาตุที่ใช้เพื่อเร่งปฏิกริยากับเอนไซม์ต่างๆภายในร่างกาย ซิงค์ช่วยในเรื่องระบบการสร้างเนื้อเยื่อ ระบบภูมิคุ้นกัน การเจริญเติบโตของเด็ก ลดการอักเสบ บำรุงผิวหนัง ผม และเล็บให้แข็งแรง ช่วยสมานแผลซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซิงค์จัดเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณไม่มากแต่ก็ขาดไม่ได้

เมื่อร่างกายขาดซิงค์

  • ผิวหนังแห้งเป็นพิเศษ ผมร่วง แตกปลาย เล็บเปราะฉีกขาดง่าย
  • ผิวหนังเป็นผื่นแดงบริเวณรอบปาก แขนขา อวัยวะเพศ ซึ่งต่อมาก็จกลายเป็นแผลพุพอง ผิวหนังอักเสบ
  • มีอาการซึมเศร้า ขาดสมาธิ เหม่อลอย และอาจมีอาการตาบอดแสงได้
  • มีอาการเบื่ออาหาร รับรสอาหารได้น้อย กินอะไรก็ไม่ลง ไม่อร่อย

ซิงค์กับเรื่องสิว

จริงๆแล้วซิงค์หรือสังกะสี ไม่ได้มีผลต่อการรักษาสิวโดยตรง ไม่ได้ถูกจัดให้เป็นวิธีรักษาสิวที่แพทย์ใช้ จะสังเกตได้ว่าเวลาไปรักษาสิวตามคลินิกหรือโรงพยาบาล จะไม่มีการจ่ายซิงค์มาให้เลย นอกจากนี้การกินซิงค์เข้าสู่ร่างกายมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย เพราะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียได้ ดังนั้นคนที่ต้องกินซิงค์ในปริมาณมากควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เพื่อความปลอดภัยครับ

ทำไมจึงนิยมกินซิงค์รักษาสิว

เรื่องนี้ถ้าพูดกันตรงๆคงเกิดจากการรีวิวจากคนที่เคยกินซิงค์รักษาสิว ส่วนใหญ่จะบอกว่ากินซิงค์แล้วทำให้หน้ามันลดลง สิวอักเสบน้อยลง ช่วยลดการเกิดสิวและรอยสิวได้ โดยถ้ากินในช่วงแรกสิวจะปะทุหรืออักเสบมากกว่าเดิม แต่พอกินต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน สิวจะอักเสบน้อยลง ผิวหน้าจะค่อยๆดีขึ้น แต่บางคนที่ลองกินซิงค์กลับรู้สึกว่ายิ่งกินสิวยิ่งขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะหาย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกินไม่นานพอหรือว่าซิงค์ที่กินเข้าไปไม่เหมาะกับลักษณะสิวที่เป็นกันแน่

ประสบกาณ์กินซิงค์รักษาสิว

ตัวผมเองเคยมีประสบการณ์กินซิงค์รักษาสิวกับเค้าเหมือนกัน ได้ไอเดียมาจากกระทู้ใน pantip นี่แหละครับ เห็นเค้ากินดีช่วยให้สิวหายจึงตัดสินใจซื้อมาลอง 1 ขวด VISTRA ZINC 45 เม็ด ราคา 270 บาท ผมกินวันละ 1 เม็ด ตอนเช้า ตอนแรกกินก่อนอาหารเพราะเค้าบอกว่ากินตอนนี้ช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดี แต่พอกินตอนท้องว่างมันจะรู้สึกมีอาการมวนท้อง คลื่นไส้ อยากอาเจียน มึนๆอย่างบอกไม่ถูก ตอนหลังเลยกินหลังอาหารแทน กินข้าวเสร็จแล้วตามด้วยซิงค์ 1 เม็ด ดีขึ้นเยอะไม่คลื่นไส้ แต่เรื่องสิวนี่เหมือนเดิมเลย หน้ามันเหมือนเดิม แถมรู้สึกว่าสิวอักเสบขึ้นมากกว่าเดิมอีก กินหมดขวดตัดสินใจเลิกกิน เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้ผล แต่ไม่ได้โทษซิงค์ว่ามันไม่ดีนะครับ บางทีผมอาจจะไม่ได้เป็นสิวเพราะขาดซิงค์ หรือว่าช่วงนั้นอาจมีปัจจัยอื่นที่ทำให้สิวขึ้นอยู่แล้วแต่มันดันตรงกับช่วงกินซิงค์พอดี บางทีถ้าผมทนกินให้ครบ 3 เดือน ปัญหาสิวอาจดีขึ้นก็ได้ใครจะรู้


ส่วนตัวผมมองว่าซิงค์(Zinc) เป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกายตัวหนึ่ง ไม่ได้มองว่าเป็นไอเท็มจำเป็นสำหรับคนเป็นสิว คงเป็นสิวทุกคนต้องกินอันนี้ไม่ใช่ แต่ก็ไม่ได้ต่อต้านหรือบอกว่าห้ามกิน เพราะสาเหตุการเกิดสิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้ากินซิงค์แล้วหน้าหายมันช่วยรักษาสิวได้ ก็กินได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ควรทายารักษาสิวควบคู่ไปด้วยเพื่อให้การรักษาสิวได้ผลดีขึ้นด้วยครับ


ที่มา: vitaminpimple

------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุคหมอยานเรศวร  http://www.facebook.com/moryanaresuan  
ติดตามเราเป็นเพื่อนทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40morya
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม http://www.moryanaresuan.com/

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ไลซีน (Lysine) ประโยชน์ของไลซีน 13 ข้อ !

ไลซีน (Lysine) ประโยชน์ของไลซีน 13 ข้อ !


  • ไลซีน (Lysine) คือหนึ่งในกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากสารอาหารอื่น ๆ โดยกรดอะมิโนชนิดนี้มีความสำคัญอย่างมากในการช่วยสร้างโปรตีนที่สำคัญต่อร่างกาย ร่างกายจึงต้องการกรดอะมิโนนี้เพื่อช่วยในการเจริญเติบโต เสริมสร้างภูมิต้านทาน ฮอร์โมน เอนไซม์ต่าง ๆ รวมไปถึงการซ่อมแซมเนื้อเยื่อด้วย
  • ไลซีน พบได้ใน เนื้อสัตว์ ปลา นม ไข่ ชีส ยีสต์ ถั่วลิมา ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง รวมไปถึงอาหารที่มีโปรตีนสูงทุกชนิด
  • คนส่วนใหญ่ได้รับกรดอะมิโนชนิดนี้ที่เพียงพออยู่แล้วในอาหารที่มีโปรตีนสูง แต่สำหรับผู้เป็นมังสวิรัติอาจมีความเสี่ยงที่ร่างกายจะขาดไลซีนได้ หากร่างกายได้รับโปรตีนชนิดนี้ไม่เพียงพอ เราสามารถรับรู้ถึงสัญญาณบางอย่างของการขาดไลซีน อย่างเช่น การเป็นโรคโลหิตจาง อาการเมื่อยล้า เบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอาจทำให้เกิดโรคนิ่วในไต

ประโยชน์ของไลซีน

  1. ไลซีนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย
  2. มีส่วนในการช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ฮอร์โมน และเอนไซม์ต่าง ๆ ในร่างกาย
  4. ช่วยให้ร่างกายนำกรดไขมันไปเผาผลาญเป็นพลังงาน
  5. ช่วยเสริมสร้างสมาธิให้ดียิ่งขึ้น
  6. มีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม
  7. ช่วยปรับสมดุลของระดับไนโตรเจน ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง
  8. ช่วยป้องกันและรักษาโรคกระพรุน
  9. ช่วยรักษาและบรรเทาปัญหาด้านการสืบพันธุ์บางประการ
  10. ช่วยลดความถี่และป้องกันการเกิดโรคเริมหรือตุ่มใสที่ริมฝีปาก
  11. มีส่วนช่วยรักษาโรคงูสวัด
  12. ช่วยรักษาเด็กส่าไข้
  13. ช่วยรักษาอาการจากหัวใจขาดเลือด
คำแนะนำเกี่ยวกับไลซีน
  • ผู้สูงอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพศชาย ร่างกายจะต้องการไลซีนมากกว่าผู้ที่อายุน้อย
  • สำหรับผู้ที่รู้สึกเหนื่อย มีอาการเบื่อ ไม่มีสมาธิ มีอาการตาแดงเพราะเส้นเลือดฝอยแตก หรือมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียน หรือผมร่วง หรืออยู่ในภาวะโลหิตจาง มีความเป็นไปได้ว่าร่างกายของคุณอาจขาดไลซีน
  • แอลไลซีน (L-Lysine) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวางจำหน่ายทั้งแบบเป็นเม็ดและแคปซูลในขนาดประมาณ 500 มิลลิกรัม
  • ขนาดที่แนะนำให้รับประทานกันโดยทั่วไปคือประมาณ 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยรับประทานก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมง
  • สำหรับผู้ที่เป็นโรคเริมควรรับประทานอาหารเสริมไลซีนในขนาดประมาณ 3,000-6,000 มิลลิกรัมต่อวันร่วมกับอาหารที่มีไลซีนสูงด้วย และในกรณีที่มีตุ่มน้ำใสหรือมีแผลพุพองที่ปากควรรับประทาน 500-1,000 มิลลิกรัมต่อวันในระหว่างมื้ออาหาร ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการกำเริบของโรคได้ดีมาก
  • เด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบไม่ควรรับประทานไลซีนเสริมอาหาร นอกจากจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้
  • หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะรับประทานไลซีนเสริมอาหาร
  • สำหรับผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะไม่ควรรับประทานไลซีนเสริมอาหาร
  • ผู้ที่มีปัญหาเรื่องตับหรือไตไม่ควรรับประทานไลซีนเสริมอาหาร
แหล่งอ้างอิง : หนังสือวิตามินไบเบิล (ดร.เอิร์ล มินเดลล์)
เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)
------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุคหมอยานเรศวร  http://www.facebook.com/moryanaresuan  
ติดตามเราเป็นเพื่อนทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40morya
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม http://www.moryanaresuan.com/

ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) & (DL-Phenylalanine)

ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) & (DL-Phenylalanine)

  • ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) คือกรดอะมิโนชนิดหนึ่งซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็น เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหารที่รับประทาน
  • ฟีนิลอะลานีนเป็นสารสื่อประสาทหรือสารเคมีที่ช่วยส่งผ่านสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทและสมอง เมื่อเข้าสู่ร่างกายมันจะเปลี่ยนเป็นนอร์เอพิเนฟรินและโดพามีน ที่เป็นสารสื่อประสาทประเภทตื่นตัว ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มความตื่นตัวและความกระฉับกระเฉง
  • ฟีนิลอะลานีนเป็นโครงสร้างครึ่งหนึ่งของสารที่ให้ความหวานแอสพาร์แตม (ฟีนิลอะลานีนจะรวมเข้ากับกรดแอสพาร์ติก) ซึ่งพบได้ในน้ำอัดลมประเภทที่ปราศจากน้ำตาลเกือบทุกชนิด และยังพบได้ในยาลดความอ้วนบางชนิดและอาหารอีกด้วย
  • แหล่งอาหารที่สามารถพบฟีนิลอะลานีนได้แก่ อาหารที่มีโปรตีนสูงทุกประเภท ไส้ขนมปัง คอตเทจชีส ผลิตภัณฑ์จากนมถั่วเหลือง นมผงขาดมันเนย ถั่วลิสง ถั่วลิมา อัลมอนด์ เมล็ดงา ฟักทอง เป็นต้น

ประโยชน์ของฟีนิลอะลานีน

  1. ฟีนิลอะลานีนมีส่วนช่วยเพิ่มความจำ
  2. ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า
  3. ช่วยเพิ่มความตื่นตัว เพิ่มความกระฉับกระเฉง
  4. ช่วยเพิ่มความสนใจในเรื่องเพศ
  5. ช่วยลดความอยากอาหาร

คำแนะนำในการรับประทานฟีนิลอะลานีน

  • ฟีนิลอะลานีนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักมีวางจำหน่ายในรูปแบบเม็ดในขนาดประมาณ 250 – 500 มิลลิกรัม
  • ร่างกายจะนำฟีนิลอะลานีนไปใช้ไม่ได้หากขาดวิตามินซี
  • เพื่อช่วยระงับอาการอยากอาหาร คุณควรรับประทานก่อนมื้ออาหารประมาณ 1 ชั่วโมงพร้อมน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ก็ได้
  • เพื่อช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉง คุณควรเลือกรับประทานระหว่างมื้ออาหารหรือในขณะที่ท้องว่างพร้อมกับน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ก็ได้
  • คุณไม่ควรรับประทานฟีนิลอะลานีนพร้อมกับโปรตีนอื่น
  • ก่อนที่คุณจะตัดสินใจไปรับประทานยาคลายเครียดหรือยาแก้ซึมเศร้า คุณควรลองรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารฟีนิลอะลานีนซึ่งช่วยบำรุงอารมณ์ตัวนี้ดูก่อน
  • ฟีนิลอะลานีนจะไม่ทำให้คุณติดมันเหมือนยาเสพติด แต่มันก็มีข้อเสียอย่างหนึ่งนั่นก็คือ มันอาจจะทำให้ความดันโลหิตของคุณสูงขึ้นได้ ดังนั้นหากคุณมีความดันโลหิตสูงหรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ ก่อนการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวนี้คุณควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเพื่อความมั่นใจ แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงก็สามารถรับประทานฟีนิลอะลานีนได้ แต่ต้องรับประทานหลังอาหาร (แต่ก็ควรปรึกษาแพทย์ให้มั่นใจก่อนจะดีที่สุด)
  • หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนัง และผู้ป่วยที่เป็นโรคฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) หรือโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องของเมแทบอลิซึม ห้ามรับประทานฟีนิลอะลานีนเสริมอาหารเด็ดขาด

ดีแอล-ฟีนิลอะลานีน (DL-Phenylalanine : DLPA)

  1. ดีแอล-ฟีนิลอะลานีน (DL-Phenylalanine) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของฟีนิลอะลานีนซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็น โดยมีส่วนผสมของสารสังเคราะห์ครึ่งหนึ่ง (D) และสารจากธรรมชาติอีกครึ่งหนึ่ง (L)
  2. ดีแอล-ฟีนิลอะลานีน มีหน้าที่ในการช่วยสร้างและไปกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนที่มีลักษณะคล้ายมอร์ฟีนซึ่งมีชื่อว่า “เอ็นดอร์ฟิน” (Endorphin) ที่มีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดตามธรรมชาติที่ช่วยบรรเทาอาการปวดจากอาการบาดเจ็บ การเกิดอุบัติเหตุ หรือโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ
  3. เอนไซม์บางตัวในร่างกายของเราจะคอยทำลายสารเอ็นดอร์ฟินอย่างต่อเนื่อง แต่ดีแอล-ฟีนิลอะลานีนจะช่วยยับยั้งเอนไซม์เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีผลเหมือนการช่วยปลดปล่อยให้สารเอ็นดอร์ฟินทำหน้าที่ลดอาการเจ็บปวดต่าง ๆ ของมันต่อไปได้
  4. ผู้ที่มีอาการเจ็บปวดเรื้อรัง การทำงานของสารเอ็นดอร์ฟินในเลือดและน้ำเลี้ยงสมองจะต่ำกว่าปกติ เนื่องจากดีแอล-ฟีนิลอะลานีนช่วยทำให้ระดับของสารเอ็นดอร์ฟินกลับมาเป็นปกติ มันจึงช่วยลดอาการเจ็บปวดได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องอาศัยการใช้ยาใด ๆ
  5. มากไปกว่านั้น ดีแอล-ฟีนิลอะลานีนมีความสามารถในการเลือกระงับอาการเจ็บปวด หมายความว่า มันจะช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้นเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จะไม่ระงับอาการเจ็บปวดแบบเฉียบพลันทันที (เช่น แผลไฟไหม้ แผลมีดบาด) ซึ่งถือเป็นกลไกทางสัญชาตญาณในการป้องกันตนเองตามธรรมชาติของร่างกายอยู่แล้ว
  6. ฤทธิ์ของดีแอล-ฟีนิลอะลานีนจะเท่ากับหรือมากกว่าฤทธิ์ของมอร์ฟีนและยาในกลุ่มฝิ่นตัวอื่น ๆ แต่ดีแอล-ฟีนิลอะลานีนนั้นมีข้อแตกต่างไปจากยาอื่น ๆ นั่นก็คือ มันไม่ทำให้เกิดอาการติดยาเหมือนสารเสพติด การบรรเทาอาการเจ็บปวดของมันจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามระยะเวลาโดยไม่มีอาการดื้อยาแต่อย่างใด ช่วยให้มีผลลดอาการเจ็บปวดได้มากถึง 1 เดือนโดยไม่ต้องใช้ยาอื่นเพิ่มเติมแต่อย่างใด และยังสามารถใช้ร่วมกับการรักษาหรือยาอื่น ๆได้โดยไม่มีผลเคียง แถมมันช่วยต่อต้านอาการซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญมันไม่เป็นพิษต่อร่างกายเลยแม้แต่น้อย
  7. ประโยชน์ของกรดอะมิโนชนิดนี้โดยสรุปได้แก่ ใช้เป็นยาแก้ปวดตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น อาการเจ็บปวดหลังการผ่าตัด อาการปวดตามเส้นประสาท อาการปวดศีรษะไมเกรน ปวดหลังส่วนล่าง ข้ออักเสบ คอเคล็ด ขาและกล้ามเนื้อเป็นตะคริว รูมาตอยด์ เป็นต้น

คำแนะนำในการรับประทานดีแอล-ฟีนิลอะลานีน

  • ประโยชน์ของฟีนิลอะลานีนดีแอล-ฟีนิลอะลานีนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักมีวางจำหน่ายในรูปแบบเม็ดในปริมาณประมาณ 375 มิลลิกรัม ซึ่งขนาดยาที่เหมาะสมนั้นจะต่างกันไปตามอาการปวดของแต่ละคน
  • การรับประทาน 6 เม็ดต่อวันโดยการรับประทานครั้งละ 2 เม็ดก่อนอาหาร 15 นาทีในแต่ละมื้อ จะเป็นการเริ่มต้นการรับประทานดีแอล-ฟีนิลอะลานีนที่ดีที่สุด
  • ปกติแล้วอาการเจ็บปวดต่าง ๆ จะบรรเทาภายใน 4 วันแรก แต่ในบางกรณีอาจต้องใช้เวลานานถึง 3-4 สัปดาห์หลังการรับประทาน
  • อาการเจ็บปวดมักจะหายไปภายในสัปดาห์แรกที่รับประทาน คุณสามารถลดขนาดในการรับประทานลงทีละน้อยจนถึงขนาดต่ำสุดที่ยังให้ผลการรักษาอยู่ แต่ไม่ว่าขนาดที่คุณรับประทานนั้นจะมากน้อยเพียงใด ก็ควรจะแบ่งการรับประทานออกเป็นหลาย ๆ มื้อต่อวัน
  • สำหรับบางรายอาจจะต้องการรับประทานดีแอล-ฟีนิลอะลานีนเพียงเดือนละประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ในขณะที่อีกรายจำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่อง
  • แต่หากรับประทานไปแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 3 สัปดาห์แรก ให้คุณเพิ่มปริมาณการรับประทานเป็นเท่าตัวอีก 2-3 สัปดาห์ แต่หากยังรักษาไม่ได้ผล คุณควรหยุดรับประทาน เนื่องจากพบว่าร้อยละ 5-15 ของผู้ใช้ดีแอล-ฟีนิลอะลานีนไม่ตอบสนองต่อฤทธิ์ต้านการเจ็บปวดของมัน
  • คนไข้บางรายที่ไม่มีอาการตอบสนองต่อยาแก้ปวด (แอสไพรินหรือแวเลียม) แต่มีการตอบสนองต่อดีแอล-ฟีนิลอะลานีนได้ดีอย่างน่ามหัศจรรย์
  • สำหรับหญิงที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และผู้ป่วยที่เป็นโรคฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) หรือโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องของเมแทบอลิซึม ไม่ควรรับประทานดีแอล-ฟีนิลอะลานีน เนื่องจากมันจะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงมากขึ้น คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน (แต่โดยทั่วไปแล้วแนะนำให้รับประทานได้หลังมื้ออาหาร)
แหล่งอ้างอิง : หนังสือวิตามินไบเบิล (ดร.เอิร์ล มินเดลล์)
เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)
------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุคหมอยานเรศวร  http://www.facebook.com/moryanaresuan  
ติดตามเราเป็นเพื่อนทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40morya
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม http://www.moryanaresuan.com/