แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความสุขภาพแม่และเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความสุขภาพแม่และเด็ก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อีสุกอีใส ตุ่มน้ำใสที่ขึ้นตามตัว


อีสุกอีใส ตุ่มน้ำใสที่ขึ้นตามตัว thaihealth
แฟ้มภาพ
โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ระบาดแผ่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่อยู่อาศัยทั่วไป สามารถพบได้ตลอดทั้งปี จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีผู้ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสจำนวนมาก บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้น “เสียชีวิต”
เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มอายุ 5-9 ปี จะมีอัตราการป่วยสูงสุดคิดเป็น 579 คน ต่อประชากร 100,000 คน รองลงมาคือกลุ่มอายุ 0-4 ปี 10-14 ปี และกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไปตามลำดับ
โรคอีสุกอีใส ในประเทศไทยนั้นสามารถเจอได้ตลอดทั้งปี เพียงแต่จะพบเจอได้เยอะในช่วงหน้าหนาว เนื่องจากพออากาศเย็นลงไวรัสจะอยู่ได้ดีขึ้น ก็จะพบโรคนี้มากขึ้น โดยลักษณะของอีสุกอีใสนั้นคือมีตุ่มใสขึ้นตามตัว แต่ทั้งนี้ปริมาณของตุ่มที่ขึ้นนั้นไม่ได้บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค บางคนมีอยู่ 40-50 ตุ่ม บางคนอาจมี 200 ตุ่ม  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาการจะรุนแรง แต่สุดท้ายก็จะหายได้เองโดยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น หากถามถึงความรุนแรงของโรคก็จะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น อายุ เด็กเล็กช่วง 1 ปีแรก หรือผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ คนกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะอาการที่รุนแรงกว่าคนปกติ โดยอีสุกอีใสนั้นจัดอยู่ในกลุ่มของ ไวรัส ชื่อเต็มๆคือ Varicella Zoster Virus
โดยตุ่มของอีสุกอีใสจะมีลักษณะคล้ายๆกันไม่ว่าจะเกิดในเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม คือจะเป็นตุ่มแดงๆ ก่อนที่ในอีกชั่วโมงหรือไม่เกิน 1-2 วัน จะเป็นตุ่มใสๆ ต่อมาจะขุ่นขึ้นและกลายเป็นสะเก็ดในที่สุด โดยหากมองในภาพรวมจะเห็นตุ่มหลายๆระยะอยู่ในเวลาเดียวกัน บางคนที่เป็นเยอะตุ่มก็จะหนาแน่น โดยเฉพาะในช่วงของลำตัว แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเจ็บ ยกเว้นว่าจะเป็นในช่องปาก โดยตุ่มเหล่านี้จะทำให้ก็อาการคันและส่งผลให้หลายๆคนเลือกที่จะเกาจุดที่คัน ซึ่งอาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ ส่งผลให้ตุ่มใหญ่ขึ้นและเป็นหนอง
อาการเริ่มต้นของอีสุกใส เริ่มจากการมีไข้ต่ำๆในเด็กเล็ก แต่ผู้ใหญ่มักจะมีไข้สูง และภายใน 1-2 วันก็จะมีตุ่มขึ้น โดยจะเริ่มจากลำตัว ใบหน้า ก่อนจะลามไปถึงแขนและขา
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส ดังนี้
1.ทางการสัมผัส ร่องแผล หรือตุ่มที่ขึ้นตามตัวของผู้ป่วย
2.การหายใจ สูดเอาละอองฝอยของน้ำลาย น้ำมูกที่มีเชื้อเข้าไป ซึ่งติดต่อได้ง่ายมาก โดยหลังจากรับเชื้อเข้ามาใช้เวลาประมาณ 14 -16 วัน ก่อนจะแสดงอาการ
อีสุกอีใสส่วนใหญ่มักจะเป็นแค่ครั้งเดียว ซึ่งหากติดเชื้อแล้วก็มักจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น แต่คนที่มีอาการซ้ำ ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ
นอกจากนี้การเป็นอีสุกอีใสอาจจะนำพาไปสู่โรคงูสวัด เนื่องจากเมื่อเราหายดีแล้ว เชื้อจะยังไม่หมดไปจากร่างกาย โดยจะซ่อนอยู่ตามปมประสาทและเมื่อไหร่ที่ร่างกายเราอ่อนแอ ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เจ็บป่วยรุนแรง หรือได้รับยากดภูมิต่างๆ เชื้อก็เกิดการกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัวและเกิดโรคขึ้นมา ส่งผลให้กลายเป็นโรคงูสวัด โดยจะเห็นเป็นตุ่ม เป็นปื้นๆ ตามแนวของเส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนังซึ่งจะเจ็บและปวดมาก
สำหรับวัคซีนป้องกันนั้น เหมาะสำหรับคนที่ไม่เคยเป็น โดยเด็กที่เล็กกว่า 12 ปี แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน ถ้าเกิน 13 ปีขึ้นไป แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
ที่มา : รามาแชนแนล Rama Channel
------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุคหมอยานเรศวร  http://www.facebook.com/moryanaresuan  
ติดตามเราเป็นเพื่อนทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40morya
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม http://www.moryanaresuan.com/

3 วิธีเลี้ยงลูก ไม่ก้าวร้าว นิยมความรุนแรง


3 วิธีเลี้ยงลูก ไม่ก้าวร้าว นิยมความรุนแรง thaihealth
แฟ้มภาพ
นับเป็นสิ่งที่เห็นได้บ่อยขึ้นทุกวัน สำหรับพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในกลุ่มเยาวชน ที่ออกเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน เราคงต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นตั้งแต่เด็กๆ วิธีการเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างไรไม่ให้เติบโตใหญ่เป็นคนนิยมใช้ความรุนแรง
พ่อแม่คือตัวแบบ
การปล่อยให้เด็กทำตามอำเภอใจการเข้าข้างลูกทั้งที่กระทำความผิด รวมไปถึงพฤติกรรมที่เราแสดงออกมา ถ้าเราแสดงพฤติกรรมทางด้านลบ ลูกก็จะเลียนแบบความรุนแรง ฉะนั้นควรตัวเป็นตัวอย่างพฤติกรรมด้านบวก เมื่อมีบางสิ่งทำให้คุณโกรธหรือทำให้คุณไม่พอใจ คุณควรจัดการกับความโกรธหรือความไม่พอใจของคุณอย่างใจเย็น จัดการด้วยอารมณ์สงบและเป็นผู้ใหญ่ วิธีการแก้ไขคือให้ทางเลือกกับลูกของคุณในการแสดงออกถึงความโกรธ ถ้าหากเขาโกรธหรือมีอารมณ์ไม่พอใจควรสอนให้ลูกรู้จักปลดปล่อยอารมณ์โกรธอย่างถูกต้อง อาทิ พาลูกออกไปเล่นเตะหรือขว้างลูกบอลข้างนอก พาลูกขี่จักรยานหรือพาลูกเดินเล่น ให้ลูกได้เล่นต่อยหมอน หาหมอนที่ลูกสามารถต่อยได้แรงเท่าที่ลูกจะปลดปล่อยอารมณ์ออกมาได้ เปิดเพลงและเชียร์ให้ลูกร้องตามเพลงออกมาดัง ๆ เท่าที่ลูกจะทำได้โดยร้องไปด้วยกันกับคุณ ให้ลูกได้แช่น้ำอุ่น ๆ ในอ่างอาบน้ำพร้อมกับให้ของเล่น
ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คุณควรสอนให้ลูกเล่าหรือแบ่งปันความรู้สึกที่ลูกมีให้คุณได้รับรู้ คุณเป็นคนที่ลูกไว้ใจ สอนให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นจะช่วยให้เขาผ่านพ้นอาการโกรธนี้ไปได้ด้วยดีไม่เป็นคนที่ใช้ความรุนแรง
ครอบครัวคือตัวอย่าง
นอกจากนี้การเปิดรับสื่อยังเป็นอีกตัวกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้เด็กเกิดความรุนแรงโดยมองว่าเป็นเรื่องปกติ เรื่องความกล้า ผู้ปกครองควรมีเวลาให้บุตรหลาน โดยเฉพาะเด็ก 2-3 ขวบ พ่อแม่บางคนคิดว่าลูกยังรับรู้ และจดจำได้ไม่ดี จึงมองข้ามช่วงเวลานี้ไป ปล่อยให้ลูกดูโทรทัศน์ตามลำพัง ให้เล่นกับพี่เลี้ยง ตรงนี้เป็นการใช้เวลาอยู่ด้วยกันแค่ตัว แต่ใจไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือบางคนชดเชยด้วยสิ่งของ ทำให้เด็กคิดว่าความรักคือสิ่งของที่ได้มา พอวันหลังอยากได้ความรัก ก็จะเรียกร้องเอาสิ่งของ ส่งผลให้ความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็กตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเอาใจแต่ได้ จนนำมาซึ่งความรุนแรง
เพราะเด็กที่เป็นโรคเอาแต่ใจ จะมีอาการดื้อต่อต้านอย่างรุนแรง ทำอะไรก็หงุดหงิด โมโหง่าย ต่อต้านทุกอย่าง พ่อแม่พูดอะไรก็ไม่ฟัง บางครั้งก็อาละวาด หมายปองเจตนาร้าย ทำลายข้าวของในบ้าน รังแกผู้อื่น
หัวใจคือกุญแจสำคัญ
ควรระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช้สิ่งของหรือของเล่นราคาแพง แต่สิ่งที่ลูกต้องการ คือ ความรัก ความผูกพันที่พ่อแม่มอบให้กับลูก ยิ่งอายุเข้าหลัก 4-5 ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่พร้อมจะเรียนรู้ทางด้านอารมณ์ รู้จักหยุดพฤติกรรมตัวเอง พ่อแม่จะต้องใช้ความพยายามในการสังเกตความต้องการของลูก ทั้งด้านกายภาพ และด้านจิตใจ ด้วยการสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้เกิดความผูกพันระหว่างกันและกัน สร้างเวลาคุณภาพ ที่พ่อแม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับลูก รวมทั้งเน้นกิจกรรมร่วมกัน ที่สำคัญฝึกใช้เหตุผลกับลูกจนเกิดเป็นนิสัย ควรใช้คำพูดที่สามารถเข้าใจง่าย ไม่ควรเน้นหลักการมากเกินไป

ที่มา : manager.co.th
------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุคหมอยานเรศวร  http://www.facebook.com/moryanaresuan  
ติดตามเราเป็นเพื่อนทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40morya
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม http://www.moryanaresuan.com/

เด็กแรกเกิดน้ำหนักเกินผิดปกติหรือไม่?


เด็กแรกเกิดน้ำหนักเกินผิดปกติหรือไม่? thaihealth
แฟ้มภาพ
จากข่าวแม่ชาวอเมริกันคลอดลูกที่มีน้ำหนักตัวถึง 6.3 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นน้ำหนักตัวที่มากกว่าเด็กแรกเกิดทั่วไป ได้สร้างความประหลาดใจให้ใครหลายคนอยู่เหมือนกัน ว่าเด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวสูงมากกว่าเด็กแรกเกิดทั่วไปนั้นจะมีความผิดปกติหรือไม่ เรามาค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน
โดยทั่วไปเด็กแรกเกิดหลังคลอดจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัมโดยเฉลี่ย และได้มีคำนิยามเกี่ยวกับน้ำหนักตัวของเด็กแรกเกิดว่าถ้าหากมากกว่า 4 กิโลกรัมนั้นแปลว่าน้ำหนักเกินกว่าปกติ แต่สำหรับข้อสงสัยที่ว่าเป็นความผิดปกติหรือไม่นั้น แพทย์ยืนยันว่าไม่ได้มีความผิดปกติแต่อย่างไร เพียงแต่จะมีผลต่อเรื่องอื่นๆ มากกว่า เช่น ปัญหาน้ำหนักเกินของเด็กเองเมื่อโตขึ้น เป็นต้น
สาเหตุของเด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักเกินนั้นมีหลายประการ อย่างแรกคืออาจเป็นเพราะน้ำหนักตัวของคุณแม่เอง หากคุณแม่มีน้ำหนักตัวมาก ก็จะส่งผลให้ลูกนั้นมีน้ำหนักมากตามไปด้วย หรือคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวาน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงตั้งครรภ์หรือเป็นมาก่อนหน้านี้ ก็ส่งผลต่อน้ำหนักตัวของลูกเช่นกัน และระยะเวลาในการตั้งครรภ์โดยปกตินั้นจะอยู่ที่ 40 สัปดาห์  หากมากเกินไปก็มีส่วนทำให้เด็กมีน้ำหนักตัวที่เกินกว่าเด็กปกติได้ รวมทั้งคุณแม่ที่เคยผ่านการตั้งครรภ์มาแล้วหลายครั้ง เด็กที่เกิดครั้งหลังๆก็อาจมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน
สำหรับความเสี่ยงของเด็กแรกเกิดที่น้ำหนักตัวเกินนั้นจะมีปัญหาตอนคลอดอาจทำให้ไหล่ติด เพราะเด็กนั้นตัวใหญ่ซึ่งทำให้คลอดลำบาก และหากเป็นเช่นนั้นอาจทำให้เส้นประสาทของเด็กถูกกระชากได้ หลังคลอดออกมาเด็กอาจมีสภาพแขนขาอ่อนแรง อีกทั้งยังส่งผลต่อการบาดเจ็บที่ช่องคลอดได้ด้วย นอกจากนี้เด็กอาจมีปัญหาภาวะน้ำตาลต่ำหลังคลอด เนื่องจากตอนอยู่ในครรภ์ได้รับน้ำตาลผ่านสายสะดือ แต่เมื่อคลอดออกมาแล้ว ในช่วงแรกร่างกายของเด็กจะยังผลิตสิ่งต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ถ้าหากเด็กต้องการน้ำตาลมาก ก็จะทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้ ความเสี่ยงที่สำคัญคือปัญหาน้ำหนักตัวเกินของเด็กในตอนโต รวมไปถึงการจัดการกับน้ำตาลที่ผิดปกติในร่างกายของเด็ก อาจทำให้เด็กเป็นเบาหวานได้ด้วย
วิธีป้องกันสำหรับปัญหานี้คือคุณแม่ควรฝากครรภ์กับแพทย์ เพื่อให้แพทย์ตรวจดูอย่างละเอียดในเบื้องต้น จะช่วยให้คุณแม่ได้ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันปัญหา เช่น หากแพทย์พบว่าน้ำหนักตัวเด็กเริ่มมากเกินปกติ อาจบอกให้คุณแม่ดูแลเรื่องอาหารการกินก็จะช่วยป้องกันปัญหาได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในตัวคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานจะได้ดูแลเรื่องอาหารการกินอย่างเป็นพิเศษ
ที่มา : รามาแชนแนล Rama Channel
------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุคหมอยานเรศวร  http://www.facebook.com/moryanaresuan  
ติดตามเราเป็นเพื่อนทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40morya
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม http://www.moryanaresuan.com/